dot dot
dot
สมัครสมาชิก / Subscribe
อีเมล :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
ค้นหาบทความ / Article Search

dot


Motor Show 2019
MotorExpo2018
nawarat
IconM News : G+
Oknation-lumnamsiam
IconM
The Royal Automobile Association of Thailand under Royal Patronage
The Thailand Automotive Institute (TAI)
IconM
THE THAI REAL ESTATE ASSOCIATION
สมาคมการผังเมืองไทย
AREA
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
สมาคมธนาคารไทย
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
TAT
ATTA
Tourism Council of Thailand (TCT)
Comme c’est bon
Food4Change
มูลนิธิสุขภาพไทย
Thaicityfarm
Thai Green Market
Center Market
Sustainable Agriculture
Agri-nature Foundation
Sustainable Agriculture Foundation (Thailand)
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กรมหม่อนไหม
กรมส่งเสริมอุสาหกรรม
Thai Textile
SACICT
icons
Realist
Smart Living
มูลนิธิก้าวไกลในเอเชีย
Thainess Capital
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
Tarot Life Coach


แก้ปัญหา "น้ำท่วม-ฝนแล้ง" ในระยะยาว...ได้หรือไม่ ?
แก้ปัญหา "น้ำท่วม-ฝนแล้ง" ในระยะยาว...ได้หรือไม่ ?                                    
โดย นิพนธ์ กลิ่นวิชิต
 
เรามี >>> ภูมิปัญญา >>> ในการแก้ปัญหาระยะยาว...หรือไม่ ?...
....ทุกครั้งที่ประชุมกันเรื่อง "การแก้ปัญหาน้ำท่วม" ยังไม่เคยมีการแก้ไขที่ "ครอบคลุมทุกมิติ"...
....ทีี่ผ่านมาแก้ปัญหาแบบ !!! 
...."ไวไว ควิ๊ก + มาม่า บิ๊กแพ็ค + ยำยำ จัมโบ้"...!!! (มากันยกห้างเลย)       
                     
แก้ปัญหา "น้ำท่วม-ฝนแล้ง" ในระยะยาว...ได้หรือไม่ ?
 
โดยคิดกันอยู่แค่ว่า...
1. เมื่อ "น้ำท่วม" ก็เสนอสูตรสำเร็จ...สร้างเขื่อนชะลอน้ำ
 
2. เมื่อ "แห้งแล้ง" ก็เสนอสูตรสำเร็จ...สร้างเขื่อนเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง
 
3. เมื่อต้องการ "ปั่นไฟแบบประหยัด" ไม่ใช้น้ำมัน ก็เสนอสูตรสำเร็จ....สร้างเขื่อนใช้น้ำปั่นไฟฟ้า
 
4. เมื่อต้องการปลูกข้าว / ปลูกพืชในที่ดอน / ที่ไม่เคยทำนา / ที่ทำนามาแล้ว 1-2 ครั้งต่อปี...ก็สร้างเขื่อนจัดสรรน้ำให้ทำนาได้ 4 ครั้งต่อปี จะได้มีข้าวขาย เพราะผลิตข้าวพันธุ์เบาใช้เวลาน้อย
 
5. เมื่อไม่มีน้ำบริโภค / น้ำปะปาสำหรับคนเมือง...ก็สร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่า เพื่อใช้ทำน้ำปะปาบริโภคของคนเมือง เมื่อไม่มีน้ำเพียงพอในลุ่มน้ำที่เมืองตั้งอยู่ ก็สร้างคลองส่งน้ำมาจากอีกลุ่มน้ำหนึ่ง
 
6. เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน ก็ไปตั้งนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้โรงงานไปอยู่รวมกัน เป็นการอ้างเหตุผลว่าให้โรงงานไปอยู่รวมกันนอกเมือง เมื่อเกิดนิคมอุตสาหกรรมขึ้น ความจำเป็นต้องใช้น้ำก็มากขึ้น ทางการปะปาภูมิภาคไม่สามารถจัดหาน้ำได้ทันใจ ก็ตั้งบริษัทจัดการต่อ โดยให้รัฐลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำให้...เมื่อโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมากขึ้น การแก้สารพิษในน้ำในอากาศที่เสีย ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สิ่งแวดล้อมพังพินาศ ทั้งทางอากาศและทางน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน
 
7. เมื่อมีการบุกรุกป่ามากขึ้น  ก็ทำให้ป่าเสื่อมโทรมมากขึ้น นายทุนก็มากว้านซื้อภายหลัง เพื่อทำสนามกอล์ฟ รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ เป็นการแยกพื้นที่ป่า / แยกพื้นที่ชุ่มน้ำ-ซับน้ำ / แยกเส้นทางไหลของน้ำ "จำนวนมหาศาลต่อปี" ลดลง ทำให้พื้นที่สำหรับน้ำน้อยลงเรื่อยๆ พื้นที่พัฒนาไม่ต้องการให้น้ำท่วม ไม่ให้น้ำไหลผ่าน เมื่อมีน้ำท่วม ก็สูบออกจากที่ดิน ปล่อยให้ไหลไปตาม "ยถากรรม"                       
 
̣8. การสร้างเมือง / การขยายเมือง / การก่อสร้างต่างๆ ไม่เคยคำนึงถึงภูมิประเทศ ทิศทางการไหลของน้ำ เมื่อพื้นที่ต่ำก็ถมให้สูง ใครมีเงินก็ถมสูงกว่าคนอื่นตามใจชอบ ทำให้พื้นที่เดิมเปลี่ยนแปลงมาก
.....เส้นทางน้ำบนดินเมื่อมีน้ำมากก็ถูกสิ่งก่อสร้างกีดขวางทำให้น้ำไหลช้า
.....เมื่อมีปริมาณน้ำฝนสูงน้ำก็ท่วม
.....แก้ปัญหาน้ำท่วมในเมมือง โดยอ้างจะสูญเสียทางเศรษฐกิจสูง ก็ใช้เครื่องสูบน้ำสูบออกจากเมือง
......เมืองใครเมืองมัน บ้านใครบ้านมัน 
......ส่วนน้ำจะไปทางไหนไม่มีใครใส่ใจ "ขอแต่อย่ามาท่วมบ้านฉันก็แล้วกัน"
                     
9. เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม-ฝนแล้ง ได้มีการตั้งหน่วยงานต่างๆ ขึ้นมากมาย ทำวิจัยกันอย่างมหาศาล มีความรู้กันมากมาย มีโครงการเกี่ยวกับน้ำจำนวนมาก เช่น
.......ฝายแม้ว
.......สร้างเขื่อนเกือบทุกลุ่มน้ำ 
.......คลองชลประทาน / ฝายกั้นน้ำ เพื่อบังคับน้ำอย่างมีระบบที่เชื่อถือได้
......มีหน่วยงานพยากรณ์อากาศ "อุตุนิยมวิทยา"
......มีเครื่องมือทันสมัยทัดเทียมกับต่างประเทศ 
......มีคณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำ
......มีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมทั้งของรัฐ / NGO / ชาวบ้าน 
......และอื่นๆอีกมากมาย.....
 
แต่ทำไมปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้ง "ไม่ได้รับการแก้ปัญหาระยะยาว"...???
หรือทำให้มีผลกระทบน้อยที่สุด....???
เรามีทุนทางสังคมเกือบทุกด้าน แต่เหตุใดจึงยังแก้ปัญหาภาพรวมไม่ได้...??? 
มีแต่ทำโครงการที่ไม่สามารถแก้ปัญหาครบวงจรได้แต่อย่างใด...!!!
                                                                                                                         
10. ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย / วิบัติภัยจากน้ำท่วม จะระดมความช่วยเหลือทั้งรัฐ - เอกชน - สื่อมวลชน - NGO - ชาวบ้านด้วยกันเองอย่างมากมาย
......"น้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน" เป็นจุดแข็งของสังคมไทยที่รับรู้ทั่วโลก เป็นที่พออกพอใจของผู้พบเห็น
......แต่ผู้ที่ได้รับความสูญเสีย "สามารถฟื้น" จากความสูญเสีย และกลับมายืนได้สักเท่าใด...??? 
......ยกตัวอย่าง "สึนามิ" จากปี 2547 ปัจจุบันประชาชนต้องผจญความสูญเสีย ยังไม่ฟื้นกลับคืนสู่สภาพที่ดีเลย ยังต้องช่วยเหลือกันอยู่ต่อไป...อีกนานเท่าไร...???....ไม่ว่าจะเป็น....             
....อาหาร....
....ที่อยู่อาศัย....
....ยารักษาโรค....
....อาชีพการงาน....
....หนี้สินที่ยิ่งกว่าล้มละลาย....
....ครอบครัวที่ต้องสูญเสีย....
....สภาพจิตใจที่ได้รับการกระทบกระเทือนจากการสูญเสีย....
....เราจะทำอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้...???
....ซึ่งพวกเขาเป็นคนไทย เป็น "พี่น้องของเรา"....
....และอุทกภัย / อุบัติภัย ก็เกิดขึ้น "ทุกปี" อยางซ้ำซาก....
....ระบบการช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยาก การฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพเดิมควรจะเป็นอย่างไร...???
....หรือช่วยกันไป "ตามมีตามเกิด" เช่นปัจจุบันนี้....
                              
11. ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย "จะโทษกันไปมา" เช่น
....ชาวบ้านว่าราชการละเลย ปล่อยให้เกิดเหตุซ้ำสอง....
....ส่วนราชการก็กล่าวว่าชาวบ้านไม่เชื่อคำประกาศเตือนของทางการ ทั้งๆ ที่มีระบบป้องกันอุบัติภัย มีการวางแผน มีการเตรียมการกันอย่างดี มีการป้องกันเตือนภัยอย่างเชื่อมั่นว่าแก้ปัญหาได้ "รับประกันได้"
....แต่ทำไมทุกครั้งที่เกิดปัญหาอุบัติภัย กลับไม่มีอะไรพร้อมสักอย่าง...!!!
....หรือว่าอุบัติภัย "มันยิ่งใหญ่" เกินกว่าจะ...เตือนภัย-ป้องกัน...ได้...!!!
....ต้องปล่อยไป "ตามยถากรรม"
....ให้ประชาชนต้อง "รับผลและสูญเสีย" อย่างไม่ "อาจเรียกคืน" หรือมีสิ่งอื่นใดมาทดแทนได้...!!!
                                                                                                                     
12  เป็นไปได้ไหม...???
......ที่แล้วมาการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ต้องมองไปที่ประเด็นว่า
          “น้ำ" ถูกทำให้เป็น "เรื่องส่วนตัว" ไปเสียทั้งหมด....
          "น้ำ" ถูกทำให้มี "เจ้าของ" คือจะใช้ต้องจ่ายเงิน....
          "น้ำ" แท้ที่จริงนั้น...เป็นของ "ส่วนรวม" / ของประเทศ / ของสาธารณะ...ใครๆ ก็ใช้ได้
                   ....ยากดีมีจน ก็ "พึ่งพิงน้ำ" ได้...จากแม่น้ำลำคลอง
                   ....การใช้ "น้ำ" เพื่อดำรงชีวิต...สำหรับคนยากคนจน คือ
                                        ....ได้ตกปลา....
                                        ....ทอดแห.....
                                        ....เก็บผัก....
                                        ....เก็บหอยเก็บปู...ริมน้ำ
                                        ดำรงชีวิต...ได้เลี้ยงครอบครัว...เพื่ออยู่ในสังคมได้ 
                    ....เป็นทรัพย์สินที่ไม่มีวันหมด
                    ....คนจน / ชุมชน ได้พึ่งพิงน้ำเลี้ยงชีพเลี้ยงชีวิตตั้งแต่บรรพบุรุษสืบต่อกันมา
                    ....ดั่งคำที่กล่าวว่า "ในน้ำมีปลาในนามีข้าว"  
                    ....แต่ปัจจุบัน ในน้ำไม่มีปลา...มีแต่ "สารพิษ"
                    ....ในนามีแต่ "สารเคมี"         
                    ....ปลาเล็กปลาน้อบ กุ้งหอยปูปลา ถ้าจะเอามากิน
                                         .....ก็ต้องเสี่ยงกันเอาเอง.....
                                         .....ไปซื้อซื้อตามศูนย์การค้า....
....ปัจจุบัน "น้ำสาธารณะ" คือน้ำที่ไม่สะอาดบริสุทธิ์ / บริโภคไม่ได้ / น้ำเสียมีสารพิษ
.....สมัยโบราณ "คนเดินทาง" ขอน้ำดื่มกันได้ ไม่เสียสตางค์ ใจเมตตาเกื้อกูล 
.....แต่ปัจจุบัน ต้อง "พกขวดน้ำ" ไปด้วย เมื่อต้องเดินทางไกล
.....คนจนไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากไม่มีที่ดิน / ที่ทำเกษตรกรรม "ของตัวเอง" แล้ว ยัง "ไม่มีน้ำ" ให้บริโภคหรืออุปโภคอีกด้วย ถ้าต่อไป "น้ำทุกหยดต้องใช้เงินซื้อ"
                                     .....จะไม่มีกุ้งหอยปูปลาในแม่น้ำลำคลอง....
                      .....ไม่มีสิ่งมีชีวิตในห้วยหนองคลองบึง...ที่ใช้เป็นอาหารได้อีกต่อไป
.....ทุกแห่งที่มีกุ้งหอยปูปลา "มีเจ้าของไ จับจองไว้หมดแล้ว
.....ถ้าอยากได้ก็ต้อง "หาเงินซื้อ"
.....เมื่อพื้นดินถูกแย่งชิง / ถูกครอบครอง จากกลุ่ม "คนมั่งมี" ในเมือง และ "ไม้ได้ใช้" ประโยชน์
.....พื้นน้ำสาธารณะถูกทำให้ตื้นเขิน "ใช้ประโยชน์ไม่ได้"
.....ไม่มีทรัพยากรสัตว์น้ำให้บรรเทาความหิวอีกต่อไป
.....คนจนที่ "ใช้ที่ดิน"..."ใช้ผืนน้ำ" จะหาทางออกอย่างไร...??? 
.....ถ้าคนเหล่านี้มีจำนวน "มากขึ้น" การแย่งชิงอาหาร / ทรัพย์สินต่างๆ ต้อง "เพิ่มขึ้น" 
.....ความอดอยากยากแค้น จะเพิ่มจำนวนหลายเท่าทวีคูณ 
.....ความรุนแรงในสังคมจะเกิดความขัดแย้ง "มากยิ่งขึ้น"
.....ถ้าเป็นเช่นนี้สังคมที่เคยสงบสุข / เอื้อเฟื้อ / เผื่อแผ่ / ยอมกันได้ จะยังคงอยู่อีกหรือ...???
.....ความรุนแรง "กลียุค" จะปรากฎขึ้น...สังคมต้องการอย่างนั้นหรือ...???    
                                                                                         
13. เป็นไปได้ไหม...??? ปัญหาต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้
.....จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้หมดไป หรืเบาบางลงให้ได้
.....จะต้องระดมสรรพกำลังความรู้ / ความสามารถ
.....และให้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ "ครอบคลุม...ครบถ้วน"
                                                                             
14. ใครจะเป็น "เจ้าภาพ" ในการแก้ปัญหา...??? (นายกฯ หรือเปล่า...!!!)
.....ใครจะ "รับประกันผล" ของการแก้ปัญหา
                    .....ว่าวิธีการที่ใช้จะ "ไม่สร้างปัญหา" ให้กับคนอีกจำนวนหนึ่ง
.....เหมือนกับการแก้ปัญหาที่แล้วมา
                    ......เลิกคิดวิธีป้องกันน้ำโดย "กันกำแพง"
                    ......และ "สูบน้ำออก" ไม่ให้เข้าเมือง
                    ......และ "ระบายน้ำ" ไปสู่พื้นที่ที่ไม่ใช่พวกของตัวเอง....เช่นที่แล้วมา
.....เลิกมองปัญหาอุทกภัยว่าเป็น "สิ่งชั่วร้าย" ไม่มีใครต้องการ...ได้ไหม...??? 
.....ให้มองในทางบวก / มองให้เห็น "คุณค่าของน้ำท่วม"
                    ......โดยจัดระบบให้น้ำท่วมใน "บริเวณที่ต้องการ"
                    ......และ "ไม่ให้น้ำท่วม" ในบริเวณที่...ไม่อยากให้ท่วม 
.....เปิดโอกาส "ระดม" สรรพกำลัง / ภูมิปัญญา / เทคโนโลยี่ในโลก ที่มีการนำมาใช้แก้ปัญหา
                                                                                
15. ถึงเวลาหรือยัง...??? ที่จะต้องวางแผนประเทศทั้งประเทศ 
.....จัดโซนต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ / สภาพภูมิอากาศ และสภาพพืชพรรณธัญญาหาร 
.....โดยยึดเอาจุดเด่นของของพื้นที่ ที่เหมาะสมทั้งดินฟ้าอากาศและภูมิประเทศ ตัวอย่างเช่น
                    ....บริเวณภาคกลาง...เป็นเขตพันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีมากที่สุดในโลก
                         (ลุ่มเจ้าพระยา-แม่น้ำท่าจีน-ชัยนาถ-อ่างทอง-สิงห์บุรี-สระบุรี-สุพรรณบุรี)
                    ....ทุ่งกุลาร้องไห้...เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลก    
                    ....ปราจีนบุรี-จันทบุรี-ระยอง-ชลบุรี...เป็นแหล่งปลูกผลไม้หลากหลายชนิด
                    ....ภาคใต้....ปลูกกาแฟ ยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน
                    ....คงจะมีจุดเด่นเช่นนี้อีกมากมาย
                    ....ควรเอาจุดเด่นเหล่านี้กลับมาดูเพื่อจัดวางโซนต่างๆ
ในปีหนึ่ง....พื้นที่ประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี..ไหลเรื่อยมาทุกเดือน จนถึงสิ้นปี สามารถที่ประเมินจำนวนน้ำฝนได้โดยดูจาดสถิติแต่ละเดือน ว่าจะมีฝนตกเท่าไร....??? นอกจากพายุ...แล้ว ก็สามารถประเมินได้ การเตรียมการเป็นช่วงๆ ทุกเดือน น่าจะมีแผนการในการดำเนินการได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น...ควรจะดูเป็นภาค / โซนภาค และ...ให้พร้อมเพรียง สอดคล้องกับสภาพโซนของ...น้ำฝนที่มีข้อมูลอยู่แล้ว
                                                                                                                      
16 จะเป็นไปได้ไหม...??? แทนที่จะทำแต่ "แก้มลิง" ในพื้นที่อย่างเดียว
.....สมมุติว่าน้ำท่วมเต็มแก้มลิง แล้วจะทำอย่างไร...???
.....ต้องเตรียมการแก้ไขด้วย 
.....มิใช่ให้ความมั่นใจว่า "ถ้าไม่ฝนตกสักวันสองวัน น้ำที่ท่วมคงลดลงได้" 
.....ถ้าฝนตกลงมา สิ่งต่างๆ ที่เตรียมไว้ก็ฉิบหายเช่นเดิม ดังที่เป็นมาแล้ว
                                                                                                             
17  มีทางเป็นไปได้ไหม...??? ให้มีการขุดคลองให้เป็นระบบ...เชื่อมโยงกันทุกลุ่มน้ำ
.....เมื่อน้ำท่วมลุ่มน้ำใดลุ่มน้ำหนึ่งจะสามารถระบายไปอีกลุ่มหนึ่ง
                ....เช่นเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
                ....ทรงแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ
                ....และพัฒนาที่ดินแห้งแล้งบริเวณรังสิต
                ....ให้เป็นนาข้าวที่อุดมสมบูรณ์
.....เมื่อขุดคลองเชื่อมโยงแล้ว "สองข้างคลอง" ให้ปลูกต้นไม้ให้สอดคล้องกับพื้นที่
                 ....เพื่อให้ทุกพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ
                 ....และช่วยเก็บความชื้นอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ 
                 .....ทั้งนี้เพื่อปรับสภาพธรรมชาติให้ฟื้นคืนกลับ
                 .....และไม่จำเป็นต้องทำฝนเทียม
.....การ "ขุดคลอง" นั้น ไม่ใช่ขุดคลองชลประทาน...ไม่มีประโยชน์
                  ....เพราะเล็กและเป็นเส้นตรง ทำให้น้ำไหลเร็วเกินไป และไม่พอใช้
                  ....ไม่สร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่เลย 
.....ควรขุดคลองให้เหมือนแม่น้ำลำคลอง "ธรรมชาติ"
                  ....ลดเลี้ยวไปตามสภาพของความสูงต่ำของพื้นที่ 
                  ....บางช่วงอาจทำเป็น "วังน้ำ" โดยไม่ต้องดาด
                  ....คลองดาดตลิ่ง เพราะจะทำให้คลองมีปัญหากับการไหลของน้ำ 
                  ....แล้วปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่กำลังจะสูญพันธุ์ ให้ขยายพันธุ์ในธรรมชาติ 
                  ....พันธุ์ไม้น้ำและไม้ชายน้ำ ช่วยให้ลำคลองที่ขุดเหมาะสมกับสัตว์น้ำ
                  ....และคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ธรรมชาติ  
                  ....เป็นการประสานการระบายน้ำให้กับ เขื่อน / แก้มลิง อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด
                                                                                  
18. ส่วนเมืองต่างๆ ให้มีการจัดโซน "การขยายตัว" ในที่สูง จัดโครงสร้างสาธารณูปโภคใหม่ ไม่ให้ "กีดขวาง" การไหลของทางน้ำบนผิวดิน และจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียอย่างจริงจัง
                                                                   
19. ระบบ "กำจัดขยะ" ต้องแยบยลกว่านี้ ถ้า "ฝังกลบ" เมื่อน้ำท่วม "เชื้อโรค" จะ "ระบาด" อีกครั้ง
                                                        
20. เราต้องกลับมา " ตั้งสติใหม่" ให้ดี และ "ตั้งความคาดหวัง" ว่าเราจะมี....!!!
.....1. ระบบธรรมชาติที่ดี
                  ....รู้จักธรรมชาติอย่างดี
                  ....และ ปฏิรูป ปรับแปลี่ยน ให้สอดคล้องเข้าใจกับธรรมชาติ
                  ....เช่นเดียวกับภูมิปัญญาไทยโบราณ
                  ....ไม่ทำลายซึ่งกันและกัน
.....2. ระบบการวางผังประเทศ
                  ....ที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ / ภูมิอากาศ / ภูมิปัญญษท้องถิ่น / วัฒนธรรมท้องถิ่น
                  ....ผสมผสานกับเทคโนโลยี่สมัยใหม่
                  ....บมพื้นฐานที่ไม่เบียดเบียนกัน / ไม่ทับถม / ไม่ซับซ้อน
                  ....ไม่ทำให้ระบบธรรมชาติเสียสมดุลย์
.....3. ระบบป้องกัน / ระบบสนับสนุนช่วยเหลืออุทกภัย - อุบัติภัย - วาตภัยต่างๆ
                  ....มีระบบเตือนภัยเตรียมพร้อม
                  ....สามารถช่วยเหลือแบ่งเบาความสูญเสีย ได้อย่างรวดเร็วและทันการณ์
....4. ระบบฟื้นฟู เมื่อเกิดปัญหาความสูญเสีย
                  ....จะมีระบบพื้นฐานระยะสั้น
                  ....จะมีระบบแก้ปัญหาระยะยาว หรือให้ผู้สูญเสียได้ลืมตาอ้าปาก กลับยืนได้ดังเดิม
                                                                      
ทั้งหมดนี้...คนไทยสามารถทำได้ไหม...??? 
เรามาร่วมกันทั้งประเทศ...จะได้ไหมครับ "ประชาชน...คนไทย"...??? 
ถ้ายังทำไม่ได้....ก็รับผลกรรมซ้ำซากต่อไปอีก เป็น "ร้อยๆ ปี" ดังที่ประสบมา
และจะหนักขึ้น....ตื่นเถิดชาวไทย !!!
 
 
 
 
 
 
 


ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



เมืองงาม / Urban

Beautiful Bangkok : Smartphone Photo Contest
ทิศทางอนาคตโมเดลจัดการน้ำประเทศไทย 4.0
อุสเบกิสถาน..เมืองประวัติศาสตร์โลก
ภูเก็ตพัฒนาเมือง...เปิดตัวบริษัทในเครือ ปี 2017
คลองดำเนินสะดวกปี พ.ศ.2513
มนต์เสน่ห์..อิตาลี
ศสช. เผย 5 “จังหวัดที่มีคนจนมากที่สุด”ในประเทศไทย
เที่ยวเมืองงาม-SaintPetersburg Russia
โครงการรถไฟฟ้ามหานคร
จักรยาน (น้ำ) คืนชีวิตให้คลองบางลำพู
การผังเมืองไทยจากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติ
แนวคิดปรับปรุงการสัญจรบริเวณซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน
ระบบรถไฟฟ้าชานเมืองของกรุงปารีส
แผนที่การใช้ที่ดิน กทม.
Urban Geography: Why We Live Where We Do
การพัฒนาพื้นที่บริเวณถนนสาทร
การพัฒนาโครงข่ายพื้นที่สีเขียวกรุงเทพมหานคร
พระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยา



email : iconminfo@gmail.com / Copyright © 2016 All Rights Reserved.
IconM