dot dot
dot
สมัครสมาชิก / Subscribe
อีเมล :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
ค้นหาบทความ / Article Search

dot


Motor Show 2019
MotorExpo2018
nawarat
IconM News : G+
Oknation-lumnamsiam
IconM
The Royal Automobile Association of Thailand under Royal Patronage
The Thailand Automotive Institute (TAI)
IconM
THE THAI REAL ESTATE ASSOCIATION
สมาคมการผังเมืองไทย
AREA
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
สมาคมธนาคารไทย
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
TAT
ATTA
Tourism Council of Thailand (TCT)
Comme c’est bon
Food4Change
มูลนิธิสุขภาพไทย
Thaicityfarm
Thai Green Market
Center Market
Sustainable Agriculture
Agri-nature Foundation
Sustainable Agriculture Foundation (Thailand)
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กรมหม่อนไหม
กรมส่งเสริมอุสาหกรรม
Thai Textile
SACICT
icons
Realist
Smart Living
มูลนิธิก้าวไกลในเอเชีย
Thainess Capital
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
Tarot Life Coach


แฟชั่นมรณะ

แฟชั่นมรณะ

เผยแพร่โดย  แฟชั่นมรณะ

เรื่อง เบกกี ลิตเทิล

 

แฟชั่นมรณะ

• การ์ตูนชื่อ “วอลต์ซสารหนู” พูดถึงเรื่องสารหนูที่ปนเปื้อนอยู่ในเครื่องแต่งกายและดอกไม้ประดิษฐ์ ภาพวาดประกอบนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารแนวขำขันชื่อ Punch ของสหราชอาณาจักร เพียงไม่กี่เดือนหลังจากคนงานคนหนึ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่นเสียชีวิตลงเพราะได้รับพิษจากสารหนู

- Image courtesy Bloomsbury and Wellcome Library, London


บ่ายวันหนึ่งในปี 1861 ระหว่างที่กวี เฮนรี วาดส์เวิร์ท ลองเฟลโลว์ กำลังนั่งอยู่ที่บ้าน ภรรยาของเขา แฟนนี ก็เกิดไฟลุกโชนไปทั้งตัว แผลไหม้ของเธอร้ายแรงมากจนทำให้เธอเสียชีวิตลงในวันรุ่งขึ้น ข่าวมรณกรรมของเธอระบุว่า ไฟนั้นติดขึ้นเมื่อ “ไม้ขีดไฟหรือกระดาษติดไฟแผ่นหนึ่งมาสัมผัสชุดของเธอเข้า”


นี่ไม่ใช่วิธีเสียชีวิตที่แปลกประหลาดแต่อย่างใดในยุคนั้น ในช่วงเวลาที่เทียนไข ตะเกียงน้ำมัน และเตาผิงเป็นแหล่งให้ความร้อนภายในบ้านแก่อเมริกันชนและชาวยุโรป กระโปรงสุ่มกว้างของสตรี ผ้าฝ้ายพริ้วสลวย และกระโปรงกรุยกรายล้วนแต่เป็นชนวนชั้นดี ต่างจากผ้าขนสัตว์ที่เข้ารูปของเหล่าบุรุษ 


เสื้อผ้าของคนยุคนั้นเป็นกับดักมรณะดีๆนี่เอง ถุงเท้าที่ทำจากสีย้อมผสมสารอนิลีน (Aniline – ของเหลวชนิดหนึ่งที่ใช้ในการสังเคราะห์สีและยา คนไทยเรียกสีสวรรค์) ทำให้เท้าผู้ชายติดไฟ และทำให้คนงานโรงงานเสื้อผ้าต้องปวดเมื่อยและกระทั่งป่วยด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมาแล้ว เครื่องสำอางที่มีตะกั่วทำลายเส้นประสาทข้อมือของผู้หญิงจนยกมือไม่ขึ้น หวีเซลลูลอยด์ที่ผู้หญิงบางคนนิยมเสียบผมไว้จะระเบิดเมื่อร้อนเกินไป ในเมืองพิตต์สเบิร์ก หนังสือพิมพ์หัวหนึ่งรายงานว่า ผู้ชายที่พกพาหวีเซลลูลอยด์ถึงกับเสียชีวิต “ระหว่างตกแต่งเครายาวงามสีเงิน” และมีเหตุโรงงานผลิตหวีระเบิดในเมืองบรุกลิน 


อันที่จริงเสื้อผ้านำสมัยที่สุดในยุคนั้นทำจากสารเคมีที่ปัจจุบันยอมรับกันว่าเป็นพิษเกินไป และผู้ผลิตเครื่องแต่งกายเหล่านั้นเองที่มักตกเป็นเหยื่อมากกว่าจะเป็นผู้สวมใส่


แฟชั่นมรณะ-ผ้าติดไฟได้

• คณะกรรมาธิการป้องกันอัคคีภัยแห่งสหราชอาณาจักร ปี 1910 สาธิตการติดไฟของผ้าสำลี ชุดทางซ้ายเป็นชุดกันไฟ แต่ทางขวาไม่กันไฟ ซึ่งไหม้ไฟหมดภายใน 60 วินาที

- Photograph courtesy Bloomsbury and Wellcome Library, London

 

 

โรคร้ายจากปรอท

หลายคนคิดว่า สำนวน “บ้าเหมือนคนทำหมวก” (mad as a hatter) เป็นคำเปรียบเปรยถึงผลข้างเคียงทางจิตและกายที่คนทำหมวกได้รับจากการใช้สารปรอทในการทำหมวก 


แม้นักวิชาการจะค้านว่านี่อาจไม่ใช่ที่มาของสำนวนดังกล่าว แต่คนทำหมวกจำนวนมากก็มีอาการปรอทเป็นพิษจริงๆ ถึงสำนวนจะฟังดูชวนขัน และแม้ว่านาย Mad Hatter ใน Alice’s Adventures in Wonderland จะเป็นคนเพี้ยนแสนสนุก แต่โรคภัยที่ทำให้คนทำหมวกเจ็บไข้ได้ป่วยกลับไม่ใช่เรื่องตลกเลยแม้แต่น้อย เพราะอาการปรอทเป็นพิษนั้นทำให้เกิดอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงและทำให้ถึงแก่ชีวิตได้


ในศตวรรษที่สิบแปดและสิบเก้า หมวกสักหลาดของบุรุษทำจากขนกระต่ายป่าและกระต่าย คนทำหมวกต้องใช้สารปรอทแปรงขนให้ติดกันเพื่อทำเป็นสักหลาด


“ปรอทเป็นพิษร้ายแรงค่ะ” แอลิสัน แมตทิวส์ เดวิด ผู้เขียน Fashion Victims: The Dangers of Dress Past and Present บอก “โดยเฉพาะถ้าหายใจเข้าไป เพราะมันจะตรงเข้าสู่สมองทันที” 


อาการแรกๆที่จะแสดงออกมาคือปัญหาทางประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว อย่างเช่นเริ่มมีอาการสั่น ที่เมืองแดนเบอรี รัฐคอนเนตทิคัต ซึ่งเป็นเมืองทำหมวก อาการนี้รู้จักกันในชื่อ - “อาการสั่นแดนเบอรี” 


นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางจิตอีกด้วย “คุณจะกลายเป็นคนขี้อายอย่างหนักและเกิดอาการหวาดระแวง” แมตทิวส์ เดวิด บอก เมื่อแพทย์ชันสูตร (medical examiner) มาตรวจคนทำหมวกเพื่อบันทึกอาการไว้ พวกเขาจะ “คิดว่าตัวเองกำลังโดนจับตาดู และจะเหวี่ยงเครื่องมือลงกับพื้น ออกอาการโมโหและระเบิดอารมณ์ออกมา” คนทำหมวกหลายคนมีปัญหาทางสุขภาพเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด ฟันร่วง และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร


แม้ว่าอาการเหล่านี้จะได้รับการบันทึกไว้ แต่หลายคนมองว่าเป็นภัยที่มากับงาน ซึ่งคนงานควรทำใจยอมรับ นอกจากนี้ ปรอทยังส่งผลต่อเฉพาะคนทำหมวกเท่านั้น โดยที่ผู้สวมหมวกไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีการบุหมวกป้องกันไว้อีกชั้นหนึ่ง

“คนทำหมวกเองก็พากันต่อต้านค่ะ” แมตทิวส์ เดวิด กล่าวเมื่อพูดถึงสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย “แต่ว่ากันตามตรงแล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้มัน [การใช้ปรอทในการทำหมวก] หายไปก็เพราะแฟชั่นสวมหมวกของผู้ชายเริ่มเอาต์ในทศวรรษ 1960 และนั่นแหละที่ทำให้เทรนด์หายไปจริงๆ เพราะไม่เคยมีการห้ามใช้ปรอทในสหราชอาณาจักรเลยค่ะ”

 

แฟชั่นมรณะ-อันตรายจากสารปรอท

• คนทำหมวกเริ่มใช้ปรอทในการแต่งหมวกที่ทำจากกระต่ายป่าและกระต่ายในช่วงทศวรรษ 1730 หมวกใบนี้ทำขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้า และผลการทดสอบระบุว่า ยังมีสารปรอทตกค้างอยู่ถึงปัจจุบัน

- Photograph by Ron Wood, Courtesy Bata Shoe Museum

 

สารหนูและลูกไม้เก่า

สารหนูมีอยู่ทุกหนแห่งในสหราชอาณาจักรยุคพระนางเจ้าวิกตอเรีย และแม้ว่าสารนี้จะใช้ในการเป็นอาวุธฆาตกรรม สารหนูที่ได้จากธรรมชาติและมีราคาถูกชนิดนี้ใช้ในการผลิตเทียน ม่าน และวอลเปเปอร์ เจมส์ ซี. วอร์ทัน เขียนไว้ในหนังสือ The Arsenic Century: How Victorian Britain Was Poisoned at Home, Work, and Play


การที่สารหนูทำให้ผ้าย้อมกลายเป็นสีเขียวสดอาจตกค้างอยู่ในชุด ถุงมือ รองเท้า และพวงดอกไม้ประดิษฐ์ ซึ่งผู้หญิงใช้ในการตกแต่งเรือนผมและเสื้อผ้า


พวงดอกไม้อาจทำให้ผู้หญิงเป็นผื่น แต่แฟชั่นสารหนูก็ไม่ต่างจากหมวกปรอทตรงที่เป็นอันตรายต่อผู้ผลิตเท่านั้น แมตทิวส์ เดวิด บอก


ตัวอย่างเช่น ในปี 1861 ช่างทำดอกไม้ประดิษฐ์วัย 19 ปี ชื่อมาทิลดา เชอเรอร์ ซึ่งมีหน้าที่ในการแต่งสีดอกไม้ด้วยผงผสมสารหนูสีเขียว เสียชีวิตลงอย่างน่าเอนจอนาจ เธอชักกระตุก อาเจียน และน้ำลายฟูมปาก น้ำดี เล็บ และลูกตาขาวของเธอกลายเป็นสีเขียว ผลการชันสูตรพลิกศพเผยว่าพบสารหนูในกระเพาะอาหาร ตับ และปอดของเธอ


บทความเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเชอเรอร์และภยันตรายที่เหล่าช่างทำดอกไม้ประดิษฐ์ต้องเผชิญ ทำให้สาธารณชนหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้สารหนูในวงการแฟชั่น 


วารสาร British Medical Journal เขียนว่า ผู้หญิงที่สวมใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับปนเปื้อนสารหนู “พกพาสารหนูไว้ติดตัวในกระโปรงมากพอสังหารผู้หมายปองทุกคนที่เธอเจอในโถงลีลาศหลายแห่งได้” 


ในช่วงกลางถึงช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า คำกล่าวอ้างที่ก่อให้เกิดความแตกตื่นเช่นนี้เริ่มทำให้คนหันมาต่อต้านเฉดสีเขียวเป็นพิษนี้ในที่สุด

 

แฟชั่นมรณะ-อันตรายจากสารหนู  แฟชั่นมรณะ-อันตรายจากสารหนู

• สารหนูใช้เป็นทั้งสีย้อมและสีทา สีเขียวในชุดและดอกไม้ประดิษฐ์ใน ภาพโฆษณาปี 1840 นี้ได้จากสารหนู ซึ่งพบได้ในชุดจริง และยังใช้ในการระบายสีภาพประกอบนี้ด้วย

- Image courtesy Alison Matthews David


แฟชั่นปลอดภัยไร้สารพิษ

เมื่อคนหันมาตระหนักถึงภัยจากสารหนู อุตสาหกรรมแฟชั่นจึงเลิกใช้สารนี้ โดยสแกนดิเนเวีย ฝรั่งเศส และเยอรมนีสั่งห้ามใช้สารชนิดนี้ (แต่สหราชอาณาจักรไม่ได้สั่ง)


สารหนูเลิกเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วเพราะมีการประดิษฐ์สีสังเคราะห์ขึ้นมา ซึ่งยิ่งทำให้คน “เลิกใช้สารหนูได้ง่าย” ยิ่งขึ้น เอลิซาเบท เซมเมลแฮก ภัณฑารักษ์อาวุโสที่พิพิธภัณฑ์รองเท้าของบาจา Bata Shoe Museum ในเมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา (การจัดแสดงในหัวข้อ “เหยื่อแฟชั่น” Fashion Victims ซึ่งแมตทิวส์ เดวิด มีส่วนร่วมด้วย จะจัดแสดงจนถึงเดือนมกราคม 2560) บอก


เรื่องนี้ชวนให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับแฟชั่นของยุคปัจจุบัน เพราะในขณะที่ชุดสารหนูดูเหมือนเรื่องแปลกจากอดีต ซึ่งเป็นยุคที่เต็มไปด้วยเรื่องโหดร้ายหลายประการ แฟชั่นพิฆาตก็ยังไม่ได้ตกสมัยไปเลยแม้แต่น้อย ในปี 2009 ตุรกีได้สั่งห้ามการใช้เครื่องพ่นทราย ซึ่งนำมาใช้เพื่อทำใหผ้ายีนส์มีสีซีด เพราะคนงานเริ่มป่วยเป็นโรคฝุ่นหินจับปอด (Silicosis) จากการสูดเอาผงทรายเข้าไป


“นั่นไม่ใช่โรคที่รักษาได้ด้วยค่ะ” แมตทิวส์ เดวิด บอก “ถ้าคุณมีทรายในปอด คุณก็จะตาย”


แต่แม้ว่าขั้นตอนการผลิตที่เป็นอันตรายดังกล่าวจะถูกสั่งห้ามในประเทศหนึ่ง ในช่วงที่ยังมีอุปสงค์สำหรับเสื้อผ้าสีซีดนั้นยังคงสูง ฐานการผลิตก็จะหาทางออกด้วยการย้ายไปยังประเทศอื่น (และจะยังผลิตต่อไป แม้จะมีการสั่งระงับแล้วก็ตาม) 


เมื่อปีที่แล้ว สำนักข่าวอัลญะซีเราะฮ์ (Al Jazeera) พบว่ามีโรงงานในจีนบางแห่งยังใช้วิธีการทรายพ่นในการผลิตเสื้อผ้าอยู่


ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า เหล่าบุรุษที่สวมหมวกสารปรอท หรือสตรีที่สวมชุดและเครื่องประดับปนเปื้อนสารหนู อาจเห็นคนทำชุดของพวกเขาตามท้องถนนในลอนดอน หรือไม่ก็อ่านเจอเรื่องราวของพวกเขาในหนังสือพิมพ์ 

 

แต่ในยุคเศรษฐกิจโลกาภิวัฒณ์เช่นนี้ เราหลายคนกลับมองไม่เห็นผลกระทบจากการเลือกใช้เสื้อผ้าของพวกเราที่ส่งผลต่อผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย




 
 
 


ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



แฟชั่น / Fashion

เจาะลึกแนวโน้มสินค้าลักชัวรี่ในยุคมิลเลนเนียล
LOUIS VUITTON TIME CAPSULE BANGKOK EXHIBITION 2017
The many shapes and sizes of Catwalk.
The “Youth Tonic” Fashion Show & Design Exhibition 2017.
ของดีเมืองแพร่...สู่ธุรกิจสร้างสรรค์
ชุดเจ้าสาวจาก Bridal Fashion Week / Spring 2018
กางเกงยีนส์ Trend 2017
Gucci Fall Winter 2017/2018
เรื่องเล่าของ Hermès ตำนานที่ต้องเล่าขาน
เปลี่ยนปฏิทินโป๊ ให้เป็นภาพเอ็กซเรย์
เพชรพิ้งก์สตาร์ ทุบสถิติโลกทำราคาประมูลสูงสุด
TCDC-Trend 2017
น้ำหอมราคาแพงที่สุดในโลก
แต่งตาแฟนซี
ผมทรงไหนเหมาะกับใบหน้าคุณ
Fall-Winter 2016/2017 (Vogue Paris-Fashion Inspiration)
VOGUE-Spring Summer Trend 2016 article
การแต่งกายอาเซียน article
ทรงผมในรอบ 100 ปี โดย Nina article
IN TOUCH/THE NIGHT CIRCUS



email : iconminfo@gmail.com / Copyright © 2016 All Rights Reserved.
IconM