“วิมุต” รุก Metabolic Health ปักหมุด Growth Area ใหม่
รับเทรนด์ NCDs–Personalized Medicine
เปิดเกม “ViMUT Metabolic Health and Endocrine” ชูแนวคิด “เข้าใจความซับซ้อน เพื่อการดูแลที่เหมาะกับแต่ละบุคคล” หลัง WHO ชี้ NCDs คร่าชีวิตคนไทยราว 4 แสนรายต่อปี สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท
กรุงเทพฯ 17 สิงหาคม 2569 — โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เดินหน้าขยายพอร์ตบริการสุขภาพเฉพาะทาง รับโจทย์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs และแนวโน้มการดูแลสุขภาพแบบ Personalized Medicine เปิดให้บริการ “ViMUT Metabolic Health and Endocrine” ในระยะแรก ภายใต้แนวคิด “เข้าใจความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด”
โดยวางโมเดลการดูแลที่มองมากกว่าการรักษาโรคหรืออาการเป็นรายส่วน ผ่านการประเมินความเชื่อมโยงของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต ก่อนออกแบบแนวทางการดูแลเฉพาะบุคคล พร้อมวางเป้าหมายต่อยอดสู่หนึ่งในศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้าน Metabolic Health และการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า
“ตลาดสุขภาพกำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ ระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน ส่งผลให้แนวทาง Personalized Care มีบทบาทมากขึ้นในระบบสุขภาพ”
“วิมุตมอง Metabolic Health เป็น Growth Area ที่มีบทบาทต่อระบบสุขภาพในอนาคต เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงเรื่องน้ำหนักหรือโรคอ้วน แต่เชื่อมโยงตั้งแต่เบาหวาน ภาวะด้านฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ไปจนถึงสุขภาพในแต่ละช่วงวัย วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าเป็นโรคอะไร แต่ต้องการเข้าใจต่อว่ามีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพของตัวเอง และควรวางแผนดูแลอย่างไรในระยะยาว การพัฒนา ViMUT Metabolic Health and Endocrine จึงเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางที่วิมุตต้องการขยายการดูแลตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การรักษา ไปจนถึงการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง”
ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทย และยังส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า NCDs ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง มีส่วนต่อการเสียชีวิตในประเทศไทยประมาณ 74% หรือราว 400,000 คนต่อปี ขณะที่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจาก NCDs ประเมินอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของ GDP ปี 2019 จากผลกระทบด้านผลิตภาพ การเจ็บป่วย ความพิการ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
สำหรับปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ Metabolic Health แนวโน้มในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลของ WHO Thailand ซึ่งอ้างอิงผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า สัดส่วนคนไทยวัยทำงานอายุ 15–59 ปีที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เพิ่มจาก 34.7% ในช่วงปี 2008–2009 เป็น 42.4% ในปี 2019–2020
ขณะที่ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มจาก 6.9% เป็น 9.5% และความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 21.4% เป็น 25.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน สอดคล้องกับข้อมูลของ International Diabetes Federation หรือ IDF ที่ประเมินว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานประมาณ 6.36 ล้านคน หรือคิดเป็น 10.2% ของประชากรผู้ใหญ่
ตัวเลขดังกล่าวทำให้โจทย์ Metabolic Health ไม่ได้หยุดอยู่ที่การลดน้ำหนัก เพราะในคนหนึ่งคนอาจพบหลายภาวะร่วมกัน ทั้งน้ำหนักเกิน ไขมันสะสมในช่องท้อง ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดที่เปลี่ยนไป ไขมันพอกตับ ความดันโลหิตสูง มวลกล้ามเนื้อลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีน้ำหนักหรือผลตรวจบางค่าใกล้เคียงกันก็อาจมีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกัน การประเมินข้อมูลแต่ละด้านร่วมกันจึงเป็นส่วนสำคัญในการวางแนวทางดูแลแต่ละบุคคล
นพ.นิพัฒน์ กล่าวต่อว่า
“สิ่งที่เราต้องการพัฒนาไม่ใช่การเพิ่มโปรแกรม Weight Management อีกหนึ่งโปรแกรม แต่เป็นการเปลี่ยนบทสนทนาจากคำถามว่า ‘น้ำหนักเท่าไหร่’ ไปสู่ ‘สุขภาพระบบเผาผลาญของเราเป็นอย่างไร’ เพราะน้ำหนักเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง การดูแลจึงต้องนำข้อมูลทางการแพทย์ โภชนาการ การออกกำลังกาย และพฤติกรรมสุขภาพมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้แพทย์สามารถวางแนวทางและติดตามการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยแต่ละคนได้ต่อเนื่อง”
แนวคิดดังกล่าวเป็นที่มาของการวางบทบาท ViMUT Metabolic Health and Endocrine ให้ต่างจากการแข่งขันในตลาด Weight Management ที่มักถูกนำเสนอผ่านแพ็กเกจ ยา เทคโนโลยี หรือราคา โดยวิมุตให้น้ำหนักกับ วิธีคิดในการดูแลผู้ป่วยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าอาการ ผลตรวจ และความเปลี่ยนแปลงของร่างกายแต่ละด้านอาจเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนนำข้อมูลที่จำเป็นมาประกอบการวางแผนการดูแลและติดตามผลในระยะยาว
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า
“ความท้าทายของระบบสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ป่วย NCDs ที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงรูปแบบของปัญหาสุขภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่การดูแลที่ผ่านมาอาจแยกตามโรคหรืออาการ ทั้งที่ในผู้ป่วยบางราย เบาหวาน น้ำหนัก ไทรอยด์ ฮอร์โมน หรือความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยกลางคนอาจมีปัจจัยที่เชื่อมโยงกันผ่านระบบเมตาบอลิก
การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องมองสุขภาพในภาพรวมมากขึ้น โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ เพื่อนำข้อมูลตั้งแต่ผลตรวจทางการแพทย์ องค์ประกอบร่างกาย โภชนาการ การเคลื่อนไหว ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต มาประกอบการประเมินและวางแนวทางการดูแลให้เหมาะกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล”
“Metabolic Health ไม่ใช่เรื่องของ Weight Management เพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยสองคนอาจมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน แต่มีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกัน คนหนึ่งอาจมีไขมันในช่องท้องสูง ขณะที่อีกคนมีมวลกล้ามเนื้อลด หรืออาจมีภาวะก่อนเบาหวาน ไขมันพอกตับ ปัญหาการนอน หรือความผิดปกติของฮอร์โมนร่วมด้วย
การดูแลจึงไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง แต่ต้องนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประเมินร่วมกัน ก่อนวางแผนการดูแลระหว่างแพทย์ นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด และบุคลากรด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการรักษา การปรับพฤติกรรม และการติดตามผลในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางของการดูแลแบบเฉพาะบุคคลที่วิมุตนำมาใช้ในการพัฒนา ViMUT Metabolic Health and Endocrine”
จากแนวคิดดังกล่าว วิมุตนำมาพัฒนาเป็น 5 Clinical Pathways เพื่อให้การประเมินและวางแผนดูแล สอดคล้องกับปัญหาและเป้าหมายสุขภาพที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย
Metabolic Reset สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ไขมันพอกตับ ภาวะก่อนเบาหวาน หรือ Metabolic Syndrome,
Thyroid Wellness สำหรับผู้มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์,
Sarcopenic Obesity Care สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกินร่วมกับมวล หรือสมรรถภาพของกล้ามเนื้อลดลง,
Menopause & Weight สำหรับผู้หญิงวัยกลางคนและวัยทอง ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนัก ฮอร์โมน และสุขภาพเมตาบอลิก และ
Diabetes Care สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระยะต้น ที่ต้องการวางแผนควบคุมระดับน้ำตาลและปัจจัยด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การประเมินและติดตามโดยแพทย์
ทั้ง 5 Clinical Pathways ใช้หลักคิด Understand – Design – Measure – Partner เป็นกรอบในการดูแล เริ่มจากทำความเข้าใจอาการ ปัจจัยเสี่ยง และข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ก่อนวางแนวทางตามภาวะของแต่ละบุคคล กำหนดตัวชี้วัดสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลง และทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ โดย Clinical Pathway ไม่ได้กำหนดรูปแบบเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคน แต่เป็นกรอบสำหรับนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจและปรับแนวทางตามการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยในแต่ละช่วง
ด้านนพ.ปริญญา สมัครการไถ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึมโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า
"หลายคนเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากเรื่องใกล้ตัวเช่น น้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดเริ่มเปลี่ยน มวลกล้ามเนื้อลดลง เหนื่อยง่ายหรือนอนหลับไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่ในทางการแพทย์อาจมีปัจจัยเชื่อมโยงกันทั้งระบบเผาผลาญ ฮอร์โมนองค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต"
นพ.ปริญญา กล่าวต่อว่า
“แนวทาง Individualized Clinical Pathway ไม่ได้หมายถึงการตรวจให้มากที่สุด แต่เป็นการพิจารณาว่าการประเมินใดเหมาะสมตามข้อบ่งชี้ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และเป้าหมายสุขภาพของแต่ละบุคคล ก่อนนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการตัดสินใจทางการแพทย์และวางแนวทางการดูแล โดยการติดตาม Metabolic Health
ไม่ได้พิจารณาเพียงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก แต่สามารถดูข้อมูลด้านอื่นประกอบกัน เช่น รอบเอว ไขมันในช่องท้อง มวลและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด สุขภาพตับ ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค ตลอดจนคุณภาพชีวิต เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการติดตามและปรับแผนการดูแลในระยะยาว”
“หากเปรียบข้อมูลสุขภาพแต่ละด้านเป็น 'ดวงดาวที่กระจัดกระจาย' สิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อดูว่ากำลังประกอบเป็น 'กลุ่มดาว' แบบใดในร่างกายของแต่ละคน
เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระดับน้ำตาลที่เปลี่ยน ไขมันพอกตับ มวลกล้ามเนื้อที่ลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ล้วนช่วยให้แพทย์มองเห็นภาพสุขภาพเมตาบอลิกของแต่ละบุคคลอย่างเป็นองค์รวม
คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่าจะลดน้ำหนักอย่างไร แต่ควรมองต่อไปว่ามีปัจจัยใดที่เชื่อมโยงกัน และควรวางแผนดูแลอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละบุคคล” นพ.ปริญญา กล่าว